หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
คะแนนเรตติ้งของหัวข้อนี้: ***
คุณยังไม่ได้ให้คะแนนเรตติ้งสำหรับหัวข้อนี้:
ผู้เขียน หัวข้อ: โครงการที่จะพัฒนาฐานข้อมูล พืชผลทางการเกษตร  (อ่าน 1939 ครั้ง)
saeng26
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 32

« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 12, 2009, 03:39:57 AM »

โครงการที่จะพัฒนาฐานข้อมูล พืชผลทางการเกษตร ของประเทศไทย
โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการค้าพืชผลของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับการเกษตรบ้านเรา ตอนนี้เราไม่มีระบบการวางแผนการตลาดที่ดี เรื่องข้อมูลสำคัญมากถ้าไม่เริ่มทำ ปัญหาเกษตรกร ก็จะวนเวียนอยู่แต่เรื่องการพยุงราคา การจำนำพืชผล.... เวลามีใครพูดเรื่องการเกษตร พืชผล ... บกลไก และความต้องการของตลาดโลก  มันเป็นปัญหาใหญ่เพียงแต่เป็นปัญหาที่กระจัดกระจาย ขาดเอกภาพในการต่อรองกับรัฐบาล การเรียกร้องส่วนใหญ่จึงเกิดขึ้นแบบชั่วครู่ชั่วยาม..แบบขอไปที

เรื่องระยะสั้น เฉพาะหน้าก็คงต้องควักเงินออกไปรับซื้อผลิตผลเอาไปทิ้งบ้าง เอาเปิดให้โกงกันบ้างตามแต่จะไล่จะจับกันได้บ้างหรือไม่

ผมเห็นว่าปัญหานี้ต้องการการแก้ในลักษณะ"วาระแห่งชาติ" เพราะจำเป็นต้องใช้การร่วมมือจากภาครัฐหลายภาค หลายหน่วยงาน หลายกระทรวง
ปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งของเราคือการขาดฐานข้อมูล"ภูมิศาสตร์เกษตร" ที่จะนำมาใช้ประกอบในการตัดสินใจ เลือกพืชผล ที่เหมาะสมกับแต่ละส่วนของประเทศ

ปัจจุบัน การส่งเริมการเกษตรเป็นไปแบบเหมาๆ กล่าวคือเราส่งเสริมกันทั่วประเทศ เช่น พอยางราคาดีก็ส่งเสริมให้ปลูกกันมากๆ ส่งเสริมให้ปลูกในทุกภาคทุกจังหวัด กรณีมันสัมปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน คือส่งเสริมในทุกจังหวัดในวันที่ราคาสูง และเมื่อมีคนปลูกกันมาก ผลผลิตมากราคาก็ตกต่ำ รัฐก็ต้องเข้ามาประกันราคา พ่อค้าก็รับทรัพย์ทั้งสองด้าน

ขอยก ซักตัวอย่างหนึ่ง ว่านหางจระเข้ เมื่อก่อน..14+ ปีก่อนหน้านี้ น่าจะเป็นช่วงต้นๆ ของการแปรรูป..บรรจุกระป๋อง พร้อมดื่ม ฯลฯ..ก็มีการส่งเสริมการปลูกกันยกใหญ่ ประกันราคาบ้างละ ต้นพันธุ์ฟรีบ้างล่ะ โดยเอกชนเอง ผ่านไปซัก 2-3 ปี ราคาก็ตกฮวบ โรงงานก็ปฏิเสธการซื้อ..ไม่ได้ขนาด และสารพัดเงื่อนไข..แล้วใครเจ็บล่ะครับ เกษตรกรอีกแล้ว แต่เนื่องจากเป็นกลุ่มไม่ใหญ่นัก และ อืม..แค่เสียความรู้สึก เลยไม่ได้เป็นข่าวใหญ่โตอะไร นี่แหละครับ ผมของการผลักดันให้สังคมเกษตรของเราเป็นเหมือนกับสังคมแห่งการ"ขุดทอง" พอเห็นใครทำอะไร ปลูกอะไรแล้วดีก็แห่ตามกันไป สุดท้ายคนที่มาทีหลังก็เจ๊ง

ผมเห็นว่า นักวิชาการส่วนใหญ่มักเสนอการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิตของเกษตรกร ซึ่งผนก็เห็นด้วย แต่ผมเห็นว่าการเปลี่ยนโครงสร้างน่าจะทำให้เห็นผลได้ชัดเจนกว่า ดังนี้

อย่างแรกคือเราต้องนำข้อมูล"ภูมิศาสตร์เกษตร"มาใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อเลือกส่งเสริมกิจกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้นจริงๆ เช่น ภาคใต้ ภาคตะวันออกเหมาะสมที่จะปลูกปาล์มน้ำมัน และยางพารา..กล่าวคือมีต้นทุนการผลิต สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และวิถีชีวิตที่เหมาะสม..ก็ส่งเสริมให้ปลูกอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งรับประกันราคา สนับสนุนต้นพันธุ์ เงินกู้ ฯลฯ รวมไปถึงการรวมกลุ่มสหกรณ์เพื่อให้ง่ายต่อการให้การช่วยเหลือจากรัฐ
โดยที่ หากภาคอื่น เช่นภาคอีสาน หรือภาคเหนือต้องการปลูก ก็ปลูกได้ แต่ต้องบอกให้เขาทราบอย่างชัดเจนว่าจะไม่ได้รับการส่งเสริม ไม่มีการประกันราคา และเรามีสิ่งอื่นๆ ที่เราส่งเสริมและประกันราคาให้ เช่น มันสัมปะหลัง การเลี้ยงวัวเนื้อวัวนม ฯลฯ ที่จะได้รับการสนับสนุนเต็มรูปแบบ ทั้งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ พันธุ์ ประกันราคา ฯลฯ ซึ่งสอดคล้องกับภูมิศาสตร์เกษตรของพื้นที่ตนมากกว่า ซึ่งก็น่าจะทำให้มีต้นทุนต่ำกว่าพื้นที่อื่น และได้รับผลผลิตสูงกว่าพื้นที่อื่น

จริงๆ อยากให้มีข้อมูลภูมิศาสตร์เกษตรที่ลงลึกไปถึงระดับอำเภอ เกษตรอำเภอมีข้อมูลที่จะแนะนำให้เกษตรกร ทั้งกิจกรรมเกษตรที่จะได้รับการส่งเสริม และความเหมาะสม ข้อด้อยและการปรับปรุงขจัดข้อด้อยนั้นๆ เพื่อให้ได้ผลิตผลสูงสุด

จริงๆ ผมเห็นด้วยกับบทบาทของสหกรณ์ที่จะทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมเกษตรกรกับรัฐบาล และรวมเกษตรกรเข้าด้วยกัน ช่วยเหลือกันสร้างองค์ความรู้เพื่อแบ่งปันกันทั้งภายในกลุ่ม และคนภายนอก

และผมอยากให้รัฐส่งเสริมบทบาทของสหกรณ์ .. ให้สามารถขยายตัวไปเป็นวิสาหกิจขนาดกลางได้ ทำหน้าที่แปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิตปฐมภูมิของเกษตรกร ไปสู่ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่หลากหลาย ในเรื่องสหกรณ์นี้ สถานศึกษา น่าจะมีส่วนร่วมโดยให้ความสนับสนุนบุคลากรที่ต้องมีความรู้เฉพาะ เช่น บัญชี การออกแบบผลิตภัณฑ์ การตลาด เป็นต้น อาจเป็นในลักษณะการฝึกงานของนักศึกษา หรืออาจารย์อาจเข้าไปช่วยในลักษณะของที่ปรึกษา

กล่าวโดยสรุป ภาครัฐน่าจะส่งเสริมเกษตรกร..กิจกรรมทางการเกษตร..ที่เหมาะสมสอดคล้องกับข้อมูลภูมิศาสตร์เกษตรในแต่ละพื้นที่อย่างเด็ดขาดโดยประกาศให้ทราบล่วงหน้าถึงความช่วยเหลือที่จะได้รับ และ..ไม่ได้รับหากไม่ปฏิบัติตามคำแนะนำ
การช่วยเหลือ ของภาครัฐน่าจะเป็นกระบวนการที่ผ่านระบบสหกรณ์ มากกว่าการเจาะตรงไปยังเกษตรกร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบสหกรณ์ที่จะนำไปสู่อำนาจต่อรองในตลาดสินค้าเกษตรต่อไปในอนาคต
สหกรณ์ ก็ทำงานโดยรับการสนับสนุนบุคลากรจากสถานศึกษา เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีโครงสร้งที่เหมาะสมแก่การขยายขนาดก้าวสู่การเป็นวิสาหกิจที่เหมาะสมกับกิจกรรมของเกษตรกรในกลุ่ม
คณกรรมการ"วาระแห่งชาติ"ในส่วนกลางมีหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์..ผลิตผลที่ต้องการ..เป็นแนวทางในการส่งเสริมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดโลก และยุทธศาสตร์ของประเทศ
ผมเชื่อว่าเกษตรกรส่วนใหญ่มีหัวใจนักสู้ นักเสี่ยงกันอยู่แล้ว เขาเพียงต้องการ ฐานข้อมูลที่เหมาะสม และภาพอนาคตที่ชัดเจน เพื่อให้การสู้ของเขาเป็นไปอย่างสอดคล้องกับสภาวการณ์ทั้งของประเทศ และของโลก

ข้อมูลกระผมได้จาก astv ชื่อคุณ Exiter
 กระผมเห็นดัวยกับแนวความคิดอันนี้ ฯพณฯอภิสิทธ์โปรดพิจารณา
   แสงชัย เอื้อศิลป์
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: