หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
คะแนนเรตติ้งของหัวข้อนี้: ***
คุณยังไม่ได้ให้คะแนนเรตติ้งสำหรับหัวข้อนี้:
ผู้เขียน หัวข้อ: หุ้นรัฐมนตรี หนึ่งปีรัฐประหาร กับ ผบ.ทบ.ใหม่  (อ่าน 2431 ครั้ง)
lucieclayton
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 0

« เมื่อ: กันยายน 23, 2007, 09:59:13 AM »

สัปดาห์ที่ผ่านมานอกจากจะเป็นสัปดาห์แห่งการครบรอบ ๑ ปีของการรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แล้ว ยังเป็นสัปดาห์ที่ร้อนแรงต่อวงการทหารนั่นคือการแต่งตั้งผบ.ทบ.คนใหม่ อีกทั้งยังมีประเด็นที่สั่นสะเทือนต่อรัฐบาลในเรื่องมาตรฐานของรัฐมนตรี กรณี "หุ้นรัฐมนตรี" ด้วย[/b]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abhisit Vejjajiva
Administrator
Normal
*****
กระทู้: 171

« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 23, 2007, 10:13:52 AM »


สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่การรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ครบรอบหนึ่งปีพอดี  จึงเป็นเรื่องปกติที่บรรดานักการเมือง  นักวิชาการ และ สื่อสารมวลชน จะมีการประเมินผลงานในรอบปีที่ผ่านมาของรัฐบาล  และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)  แม้แต่สื่อสารมวลชนต่างประเทศก็ให้ความสนใจในเรื่องนี้  หนังสือพิมพ์ต่างชาติฉบับหนึ่งยังได้ตีพิมพ์บทความของอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกรัฐประหารด้วย


คนจำนวนมากที่เคยสนับสนุนหรือดีใจกับการรัฐประหาร ยอมรับว่าผิดหวังกับหนึ่งปีที่ผ่านมา เพราะตั้งความหวังเอาไว้สูงเกี่ยวกับการสะสางปัญหาต่างๆของบ้านเมืองหลังการรัฐประหาร  ยิ่งเห็นสภาพการเมืองที่ยังคงเต็มไปด้วยการต่อรองและผลประโยชน์ ก็ยิ่งมีความรู้สึกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาอาจสูญเปล่า  สำหรับผมนั้นหากย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงแรกที่ผมได้บันทึกไว้ในหนังสือ  “การเมืองไทยหลังรัฐประหาร” ผมไม่เคยตั้งความหวังไว้สูงเพราะผมไม่เชื่อว่าการรัฐประหารจะสามารถเป็นคำตอบที่ยั่งยืนได้ แม้ว่าจะถูกกระทำขึ้นด้วยความตั้งใจที่ดีเพียงไรก็ตาม และได้ย้ำว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการเร่งกระบวนการฟื้นฟูประชาธิปไตยโดยแก้ปัญหาพื้นฐานที่เกิดขึ้นในเรื่องกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย  การวางรากฐานการเมืองที่มีหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพ การรักษาและเชิดชูสถาบันหลักของชาติ ที่สำคัญต้องหลีกเลี่ยงปัญหาการสืบทอดอำนาจ


หนึ่งปีต่อมา บ้านเมืองกำลังกลับคืนสู่สภาวะปกติ  เรามีรัฐธรรมนูญใหม่ที่แม้จะไม่สมบูรณ์  แต่จุดบกพร่องต่างๆก็คงจะได้รับการแก้ไขจากสภาที่มาจากการเลือกตั้ง  นายกรัฐมนตรีคนต่อไปต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น  ผู้นำรัฐประหารหากจะเข้าสู่การเมืองและหวังจะดำรงตำแหน่งสูงสุด ก็ต้องเข้าสู่การเลือกตั้ง พรรคการเมืองส่วนใหญ่ก็เชื่อมั่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆมา  ในแง่นี้ หากบ้านเมืองเดินเข้าสู่การเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างสุจริต  เที่ยงธรรม และราบรื่น  อย่างน้อยที่สุดก็ถือได้ว่า คมช.และรัฐบาลได้มีส่วนช่วยนำพาบ้านเมืองให้คลี่คลายวิกฤติต่างๆไปได้ระดับหนึ่ง


อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าความรับรู้และความเข้าใจของโลกภายนอกจะยังมีความเคลือบแคลงใจต่อไป ส่วนหนึ่งเพราะเป็นธรรมชาติของประเทศประชาธิปไตยที่ไม่คุ้นเคยกับการรัฐประหาร แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะกลุ่มอำนาจเก่าก็ยังเคลื่อนไหวทางการเมืองในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น การที่อดีตนายกรัฐมนตรีเขียนถึงปัญหาการปิดกั้นสื่อและการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งต่างชาติจะเชื่อว่าเกิดขึ้นแน่นอนในรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร โดยอาจไม่ทราบว่าสภาพการณ์เหล่านี้เลวร้ายน้อยกว่าการบริหารงานภายใต้กลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งผู้ทำงานด้านสื่อสารมวลชน หรือนักเคลื่อนไหวจำนวนไม่น้อยจะยืนยันได้


แต่ประเด็นที่ต้องตระหนักก็คือว่า การจะอ้างว่าปัญหาเหล่านี้ลดน้อยถอยลงนั้นไม่เพียงพอ  สิ่งที่น่าผิดหวังในรอบหนึ่งปีที่ผ่านมาก็คือ การแก้ปัญหาพื้นฐานเกี่ยวกับการเมืองไม่ได้ทำเป็นระบบ  มีแต่การดูถูกดูแคลนหวาดระแวงนักการเมือง พรรคการเมืองโดยรวม  โดยสะท้อนผ่านการเขียนรัฐธรรมนูญ และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับ ที่กำลังจะมีการพิจารณาขั้นสุดท้ายในสัปดาห์หน้า แต่การสร้างระบบที่ราชการจะไม่เป็นเครื่องมือทางการเมือง สื่อที่เป็นอิสระ กระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่ตรงไปตรงมา หรือการเมืองที่จะหลุดพ้นจากอิทธิพลของเงิน  สิ่งเหล่านี้กลับมีความคืบหน้าน้อยมาก


ในส่วนของคมช.และกองทัพนั้น สิ่งหนึ่งที่จะสามารถสร้างความมั่นใจได้ก็คือท่าทีของท่านผบ.ทบ.คนใหม่ที่จะมีต่อปัญหากองทัพกับประชาธิปไตย หากท่านจะใช้จังหวะโอกาสในขณะนี้


๑. ทบทวนกฎหมายความมั่นคง  ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสืบทอดอำนาจ หรือ สร้างระบอบอำมาตยาธิปไตย โดยรอหารือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อสะสางปัญหานี้ ก็จะทำให้ความชัดเจนของคมช.และกองทัพที่จะฟื้นฟูประชาธิปไตยมีมากขึ้น


๒. ตั้งเป้าหมายที่จะยกเลิกกฎอัยการศึกก่อนการเลือกตั้ง  ยกเว้นในพื้นที่ที่มีปัญหาความไม่สงบจริงๆ  เพราะการทำเช่นนี้จะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคนไทยและชาวโลกว่า คมช. สามารถทำให้สถานการณ์ในประเทศกลับคืนสู่สภาวะปกติจริงๆและจะไม่มีการใช้กฎหมายหรือ อำนาจพิเศษ ที่จะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยเสรีและเป็นธรรม


หากเริ่มต้นได้อย่างนี้  สามปีของผบ.ทบ.คนใหม่จะเป็นสามปีที่เป็นการนำพากองทัพกลับเข้าสู่การปฏิบัติภารกิจที่สำคัญ มีเกียรติ ภายใต้รัฐธรรมนูญได้อย่างดียิ่ง


ในส่วนของคมช.นั้นนอกเหนือจากการนำบ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติแล้ว ก็ย่อมจะถูกประเมินตามเหตุผลสี่ข้อที่อ้างไว้ในการทำรัฐประหารด้วย (ความขัดแย้งแตกแยกในสังคม การทุจริตประพฤติมิชอบในการบริหารราชการแผ่นดิน การครอบงำองค์กรอิสระ และการจาบจ้วงหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ) สิ่งที่ผมต้องการจะเห็นชัดเจนขึ้นในระยะเวลาที่เหลือ คือ


๑. การเร่งสะสางคดีทุจริต เพื่อนำคดีต่างๆเข้าสู่กระบวนการของศาลต่อไป  ที่ผ่านมาถือว่า คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีอีกหลายคดีที่ยังคั่งค้างอยู่ ซึ่งในฐานะของคนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบมาก่อนเห็นว่า น่าจะได้ข้อสรุปโดยเร็ว หากไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานใดก็ควรจะชี้ให้ชัดและรัฐบาลควรเร่งตอบสนอง


๒. การปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์  เพราะขณะนี้ยังคงมีการใช้สื่อต่างๆทั้งในและ
ต่างประเทศจาบจ้วงโจมตีสถาบันอันเป็นที่เคารพเทิดทูนของคนไทย  รวมทั้งการดำเนินการทางการเมืองในลักษณะที่กระทบกระเทือนต่อสถาบันสูงสุด


สำหรับรัฐบาลนั้น แม้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีส่วนใหญ่จะมีความตั้งใจที่ดีแต่ต้องยอมรับว่า  ไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างความประทับใจในด้านผลงาน  ซึ่งปัญหาหลักมาจากปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง  ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการส่งสัญญาณที่ผิดต่อภาคธุรกิจโดยเฉพาะนักธุรกิจและนักลงทุนชาวต่างประเทศ  ที่ยังคงสับสน กังวลกับมาตรการของรัฐบาล และหวังว่ารัฐบาลชุดต่อไปจะเข้ามาคลี่คลายแก้ไข
 
ในระยะเวลาสั้นๆที่เหลือ  รัฐบาลควรระมัดระวังที่จะสร้างปัญหาเพิ่มเติม  กฎหมายใดที่จะเพิ่มความสับสนก็ควรจะชะลอไว้  เช่นเดียวกับการผูกมัดอนาคตของประเทศในเรื่องที่ต้องการการมีส่วนร่วมมากกว่านี้ เช่น  พลังงานนิวเคลียร์  หรือ GMO


ในการชี้แจงของรัฐบาลหลายครั้ง  สิ่งหนึ่งซึ่งมักมีการอ้างถึงเสมอคือ เรื่องอย่างน้อยรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่สุจริต  มีคุณธรรม  จริยธรรม  แต่ก็บังเอิญว่าสัปดาห์นี้มีประเด็นเรื่อง “หุ้นรัฐมนตรี”  ที่กลายเป็นบททดสอบสำคัญในเรื่องนี้


ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นต้นมา  เรามีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นกฎหมายที่ห้ามรัฐมนตรีถือหุ้นในบริษัทต่างๆเกิน ๕ % ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ป้องกันการมีผลประโยชน์ทับซ้อน แม้ต่อมารัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐ จะมีบทเฉพาะกาลไว้คุ้มครองรัฐมนตรีในปัจจุบัน แต่รัฐมนตรีฯทั้งหลายจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย หรือ เจตนารมณ์ของกฎหมายไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อมีรัฐมนตรีฯในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่ได้ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นตัวอย่างไปก่อนแล้ว
 
การตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)(นายสิทธิชัย   โภไคยอุดม)  เพื่อรักษามาตรฐานของรัฐมนตรี  จึงสมควรแก่การชื่นชม เป็นแบบอย่างทางการเมือง  เพราะเป็นการแสดงถึงจิตสำนึกโดยไม่มีกฎหมายบังคับ  ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อว่า รัฐมนตรีท่านนี้จะทุจริต  หรือ  แสวงประโยชน์จากอำนาจในช่วงที่มีการถือหุ้นอยู่  หรือ ท่านจะทำเช่นนั้นหากดำรงตำแหน่งต่อไป  แต่ผมก็เห็นว่าท่านได้ตัดสินใจอย่างถูกต้องแล้ว  และแม้ผมจะไม่ได้เห็นด้วยกับหลายสิ่งที่ท่านทำในขณะดำรงตำแหน่ง  แต่ท่านเป็นรัฐมนตรีในจำนวนไม่กี่คนที่รู้ร้อนรู้หนาวกับปัญหาภารกิจในความรับผิดชอบชัดเจน  ตั้งแต่ปัญหาธุรกิจโทรคมนาคม  ปัญหา Youtube ฯลฯ ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าคนที่จะเข้ามารับผิดชอบงานของท่านจะกระตือรือร้นเหมือนท่านหรือไม่


แต่ที่น่าอัศจรรย์ก็คือ รัฐมนตรีฯที่อยู่ในข่ายเดียวกับท่านแต่ไม่ตัดสินใจเหมือนท่านโดยมีข้ออ้างต่างๆนาๆ


จริงหรือที่หากรัฐมนตรีฯคนใดคนหนึ่งไม่อยู่ในตำแหน่งแล้ว การบริหารบ้านเมืองจะเดินต่อไม่ได้
 
ผมคิดว่าประเทศไทย  การเมืองไทยเดินหน้าได้  ไม่มีนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคนไหนที่จำเป็นต้องอยู่ในตำแหน่ง
 
ผมไม่เชื่อว่า ๓-๔ เดือนที่เหลือของรัฐมนตรีฯที่ยังอยู่จะสร้างผลงานที่มีคุณค่าต่อประเทศมากกว่าการช่วยรัฐบาลนี้ยกระดับมาตรฐานทางการเมือง
 
ผมไม่คิดว่าการเปิดเผยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) จะเป็นผลพวงของการเล่นเกมการเมืองมีแต่การหย่อนมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรมเท่านั้นที่จะสร้างปัญหาการเมืองให้นายกรัฐมนตรี กับรัฐบาล


ไม่มีใครตำหนิว่าท่านทุจริต  คิดร้าย  แต่ถ้าระดับมาตรฐานในเรื่องนี้ หรือข้ออ้างต่างๆเหมือนกับนักการเมืองที่ถูกรัฐประหารจนท่านได้มานั่งอยู่ตรงนี้ในวันนี้   การเมืองของเราจะไม่ย่ำอยู่กับที่ได้อย่างไร


ผมไม่อยากเห็นการยึดติดกับตำแหน่งเป็นภาระของรัฐบาล เป็นภาระของนายกรัฐมนตรี เป็นภาระของบ้านเมือง


ยังไม่สายเกินไปที่จะทบทวนการตัดสินใจของท่าน

สำหรับพรรคการเมืองนั้น ผมก็อยากเชิญชวนว่า ต่อไปจะไม่มีการหลีกเลี่ยงบทบัญญัติในเรื่องนี้


แม้ในส่วนที่กฎหมายอนุญาต ก็อยากเชิญชวนให้ทุกคน ทั้งรัฐมนตรี และ สส.ทำความโปร่งใส  เปิดเผยว่า  คนและครอบครัวมีผลประโยชน์ทางธุรกิจในเรื่องใดบ้างเพื่อให้การดำเนินการต่างๆถูกตรวจสอบได้ง่าย


สำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้น นี่เป็นส่วนหนึ่งของ “วาระประชาชน” ที่ผมประกาศไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว 

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
lek
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 0

« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 25, 2007, 10:00:08 AM »

ได้รับทราบข่าวมุมมองของท่านอภิสิทธิ์ เกี่ยวกับเรื่องนี้จากข่าว แต่เพิ่งได้มีโอกาสเข้ามาอ่านมุมมองทั้งหมดในวันนี้ ก็ได้แต่หวังว่ามาตรฐานทางการเมืองของไทยคงจะเป็นดังหวังสักวัน  
นี่แหละครับแนวคิดนักการเมืองที่ผมอยากเห็น
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
แก่น
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 0

« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 25, 2007, 04:14:12 PM »

เห็นด้วยอย่างยิ่งอรื่องการทบทวนการตัดสินใจของรัฐมนตรี...อย่างน้อยจะได้ช่วยให้ภาพของรัฐบาลดีขึ้น..และอาจจะเป็นบรรทัดฐานในอนาคตด้วย.....ก็น่าจะดีค่ะ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: