
ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ได้พบปะกลุ่มนักธุรกิจกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดกลาง ขนาดย่อม และภาคเกษตร สิ่งที่ได้ยินมาส่วนใหญ่จะพบว่ากลุ่มคนเหล่านั้นไม่ได้คาดหวังในเรื่องการเมือง แต่จะคาดหวังในสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังเกิดวิกฤตในขณะนี้ และนี่จึงเป็นเหตุผลที่เชิญนักธุรกิจมาแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ เพื่อจะนำข้อสรุปที่ได้ไปกำหนดทิศทางเศรษฐกิจให้เดินไปข้างหน้าได้ โดยรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง จะต้องเปลี่ยนบทบาทภาครัฐ แก้ไขมาตรการต่างๆ เพราะวันนี้รัฐบาลไทยไม่อยู่ในฐานะที่ต้องหลบซ่อน ดังนั้น ต้องทบทวนบทบาทและหน้าที่ตนเอง
และสิ่งที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องเร่งทำ หรือ "ก้าวใหม่ของเศรษฐกิจไทย" คือ
๑.การเปลี่ยนบทบาทของรัฐ เร่งแก้ไขมาตรการปัจจุบัน โดยรัฐจะต้องเปลี่ยนจากผู้ควบคุมมาเป็นผู้กำกับดูแล ประกอบกับการส่งสัญญาณใหม่ เร่งแก้ไขมาตรการปัจจุบันที่เป็นอุปสรรค และสิ่งที่จำเป็นต้องเร่งทำคือ การยกเลิกมาตรการธนาคารแห่งประเทศไทย ๓๐% และยุติการแก้ไขกฎหมายธุรกิจคนต่างด้าว
๒.รัฐจะต้องดึงจุดแข็งและทรัพยากรของประเทศมาใช้อย่างเต็มที่ โดยใช้วิธีการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์และบริการของประเทศ กำหนดยุทธศาสตร์ พัฒนาระบบการกระจายสินค้าระดับภูมิภาคและระดับโลก อีกทั้ง จำเป็นที่จะต้องกระตุ้นการต่อยอดจากการรับจ้างผลิตสินค้า
๓.สร้างเศรษฐกิจฐานการเรียนรู้ ซึ่งทางพรรคประชาธิปัตย์จะเน้นเรื่องการศึกษา ให้เป็นไปตามวาระประชาชนที่เด็กไทยทุกคนจะต้องมีโอกาสเรียนฟรีจริง พร้อมด้วยการส่งเสริมหลักสูตร ๒ ภาษา นอกจากนี้ ภาครัฐจะต้องร่วมมือกับภาคเอกชน ทำความเข้าใจลักษณะธุรกิจไทย และความต้องการบุคลากร และบริษัทเอกชน ภาครัฐและมหาวิทยาลัยจะต้องร่วมมือในการสร้างโปรแกรมทุนการศึกษาบริษัท อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ทิ้งการสร้างนวัตกรรมและการใช้วิจัยเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ
๔.ลดต้นทุนธุรกิจ เพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในทุกมิติของเศรษฐกิจไทย โดยโปรแกรมส่วนองค์ประกอบเศรษฐกิจ และต้องมุ่งไปสู่โปรแกรมส่วนภาคเศรษฐกิจ ทั้งภาคเกษตร บริการ และอุตสาหกรรม และโปรแกรมส่วนภูมิภาค
นอกจากนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างที่อำนวยต่อเศรษฐกิจ อันได้แก่ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย โดยจะต้องมีการประเมินค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการหลักทั้งหมดภายใน ๕ ปี ระบบชลประทาน ๓ แสนล้านบาท ระบบรถไฟ ๒ แสนล้านบาท และระบบขนส่งมวลชน ๒.๕ แสนล้านบาท ผมเชื่อว่าประเทศไทยเรามีกำลังเงินมากเพียงพอสำหรับการลงทุนในโครงการเหล่านี้ รวมไปถึงยกเลิกกฎหมายที่กีดกันการแข่งขัน และพัฒนาโครงสร้างธุรกิจ ด้านเทคโนโลยี
นอกจากนี้จะต้องมีการลงทุนในระบบสื่อสาร และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่เทคโนโยลีอนาคต สร้าง Broadband / ๓G / Wiremax และเด็กนักเรียนไทยจะต้องมีโอกาสได้ใช้คอมพิวเตอร์ ในสัดส่วนคอมพิวเตอร์ ๑ เครื่องต่อนักเรียน ๑๐ คน ภายใน ๔ ปี
ในส่วนของภาษีและงบประมาณ การแบ่งงบฯจะต้องมีประสิทธิภาพ ขจัดเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยการจัดทำระบบสวัสดิการคนไทยให้มีความชัดเจนโปร่งใส ต้องมีกรอบ กำหนดเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่นงบประมาณที่ใช้เกี่ยวกับการเรียนฟรี เบี้ยผู้สูงอายุ ต้องประเมินกำหนดกรอบ เพื่อไม่ให้เป็นภาระของรัฐบาล อีกทั้ง ระบบต้องง่าย ภาษีไม่สูง และจะต้องมีนโยบายบริหารงบประมาณ อาทิ การใช้งบประมาณรัฐลงทุนในโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่มีผลตอบแทนทางธุรกิจ และนโยบายบริหารภาษี โดยการปรับระบบภาษีให้ง่าย และสะดวกต่อผู้ประกอบการ "ลดภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือ ๒๕ เปอร์เซ็นต์"
ความมีประสิทธิภาพของภาครัฐ โดยจะต้องเดินหน้าเข้าหาประชาชน และควบรวมหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ สร้าง Single gateway เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจไทย ให้คำแนะนำและความช่วยเหลือที่ถูกต้องและรวดเร็ว อีกทั้งจะต้องปฏิรูประบบข้าราชการ ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานของราชการคือ ปรับบทบาทหน่วยงานบริการภาครัฐ เหลือจุดเดียวที่เอกชน เพื่อลดความซ้ำซ้อนในหน่วยงาน และ การดำเนินการทุกขั้นตอนจะต้องรวดเร็ว และที่สำคัญกำหนดทิศทางนโยบายต่างๆ ภาครัฐต้องเดินเข้าหาภาคเอกชน เพื่อทำประโยชน์ให้กับประชาชนมากที่สุด
นอกจากนี้จะต้องมีการพัฒนาโครงสร้างตลาดเงินและตลาดทุนอย่างต่อเนื่อง มีมาตรการให้ธุรกิจเป็นสินค้าของตลาดทุน หรือตลาดหลักทรัพย์
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ยังมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจแข็งแกร่ง และเติบโตอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย
๑.ลดต้นทุนการขนส่ง ๒๕-๓๐%
๒.รายได้จากการท่องเที่ยว และภาคบริการจะต้อเพิ่มขึ้นเท่าตัว ภายใน ๔ ปี โดยจะต้องไม่ได้ทำลายสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวให้เฟื่องฟู บนพื้นฐานของสิ่งแวดล้อมที่ดี
๓.รายได้เกษตรจะต้องเพิ่มขึ้น ๔๐-๕๐% ภายใน ๔ ปี จากการเพิ่มผลผลิตและการขยายการเกษตรภาคอุตสาหกรรม
๔.เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย ไปสู่อัตราเติบโต ๗-๘% อย่างสม่ำเสมอ
ส่วนความเป็นอยู่ของคนไทย "พรรคประชาธิปัตย์" เราอยากเห็น
๑.สร้างงานปีละ ๔๐๐,๐๐๐ ตำแหน่ง
๒.รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น ๓,๐๐๐ เหรียญสหรัฐ
๓.การศึกษาจะต้องฟรีจริง จนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย
๔.คนไทยต้องได้รับการศึกษาฟรี และมีคลีนิคใกล้บ้าน
๕.และจะต้องมีสวัสดิการทั่วถึง
ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เกิดได้ แต่การเมืองต้องดี ต้องสุจริต และต้องก้าวหน้าไปพร้อมกับกับภาคธุรกิจเอกชน
คำถามจากนักธุรกิจ
นโยบายรูปธรรม
นายอภิสิทธิ์ : สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ แม้จะเป็นนโยบายในระยะยาวตั้งแต่ ๔ ปีขึ้นไป แต่ไม่ได้หมายความว่า จะไม่สนใจในการแก้ปัญหาระยะสั้น เพราะรัฐบาลหน้าจำเป็นต้องใช้ผลงาน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ จึงจะทำให้รัฐบาลสามารถอยู่รอดได้
สำหรับ แนวทางระยะสั้นเท่าที่สามารถจะเปิดเผยได้ขณะนี้คือ จะยกเลิกมาตรการกันสำรอง ๓๐% และ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเกิดความมั่นใจในธุรกิจไทยได้มากขึ้น ขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังในสมัยหน้าจะต้องทำงานร่วมกันให้เป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนและภาคเอกชนที่จับตาดูอยู่เกิดความแน่ใจ และเป็นการส่งสัญญาณทางเศรษฐกิจได้อย่างมีเสถียรภาพ
ผมยังได้มอบหมายให้คณะทำงานไปดูงบประมาณปี ๒๕๕๑ ของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์แล้วเพื่อเตรียมไว้ว่าตรงไหนที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้บ้าง ซึ่งจะสามารถบอกได้ว่า ๖-๗ เดือนจะสามารถทำอะไรออกมาได้บ้าง
ขุนพลเศรษฐกิจ
นายอภิสิทธิ์ :ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะเป็นรัฐบาลผสมแบบไหน เป็นเรื่องยากที่จะไปประกาศล่วงหน้าว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สิ่งที่ผมพูดไปทั้งหมด เป็นเรื่องที่เราทำงานกันเป็นทีม และสำคัญที่สุดในการคัดเลือกรัฐมนตรีในใจของตนคือคนที่เข้าใจ เชื่อและพร้อมที่จะผลักดันวาระประชาชน ผมไม่ได้คิดว่าวันนี้เราต้องการคนเด่นคนดัง เมื่อเข้ามาแล้วปรากฏว่า ๖ เดือนผ่านไปยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะทำอะไร สิ่งสำคัญคือ ผมจะเอาคนที่เข้าใจเริ่มวันแรกก็รู้ว่าต้องทำอะไร ซึ่งในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีคนจำนวนหนึ่งแล้วมีคนข้างนอก ซึ่งตนได้พูดคุยอยู่กับบางส่วน ส่วนจะเป็นใครไม่สามารถตอบได้ แต่หลักสำคัญคือ มีความเป็นเอกภาพ และพร้อมที่จะผลักดันความคิดที่ตรงกัน และเป็นหน้าที่ของคนที่เป็นผู้นำที่ต้องทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น
และคำพูดวันนี้ก็จะเป็นคำพูด ทุกคนที่ก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง ก็จะให้ความมั่นใจเสมอว่าจะคงความเป็นตัวของตัวเอง แต่สุดท้ายหลายคนก็ผิดเพี้ยนไป เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรที่พิสูจน์ได้นอกจากกาลเวลา
(หมายเหตุ : พรรคประชาธิปัตย์ ได้จัดงาน "ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย" โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำพรรค ได้เชิญคณะทูตพาณิชย์จากประเทศต่างๆ และนักธุรกิจไทยและเทศกว่า 300 คน มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี รอยัล เมอริเดียน กรุงเทพฯ - มติชน ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๐)