เก็บประเด็นต่อเนื่องจาก FM 101 ตั้งแต่ เม.ย.๕๑
โปรดเลื่อนลง เพื่อดูประเด็นล่าสุดจากอภิสิทธิ์ และเพื่อนสมาชิกวันที่ ๑๐ เม.ย. ๕๑จะแก้ รธน. อย่างไร ให้เป็นที่ยอมรับ?ประเด็น : ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยึดผลประโยชน์ของส่วนรวมด้วยเจตนาสุจริตเป็นสำคัญคำต่อคำ : "...ผมคิดว่าขณะนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางของรัฐบาลไปนะครับ ... ก็คือหมายความว่า
เดิมนั้นมีการตั้งธงว่าจะแก้ไขเพราะว่าต้องการจะแก้ปัญหา ซึ่งพูดตรงๆ ก็เป็นปัญหาของคนในแวดวงรัฐบาลเอง ก็เปลี่ยนมาเป็นว่าน่าจะต้องดูทั้งฉบับซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ..."
"...อย่างไรก็ตามยังไม่มีความชัดเจนว่า กระบวนการที่รัฐบาลจะทำนั้นจะทำกันในรูปแบบไหน คือถ้าหากว่ารัฐบาลยังคงใช้วิธีในลักษณะที่เรียกว่าทำกันเองในกลุ่ม ส.ส. พรรคพลังประชาชน หรือในกลุ่ม ส.ส.รัฐบาล ผมก็ยังคิดว่าไม่น่าจะเป็นวิธีการที่ดีนะครับ
ยังอยากจะเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ เป็นกระบวนการที่มีการรับฟังและก็ให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมจริงๆนะครับ ผมพูดเรื่องนี้มาไม่ใช่ว่าตอนนี้มาเป็นฝ่ายค้านแล้วพูดนะครับ ผมพูดมาตั้งแต่ตอนรัฐธรรมนูญประกาศใช้ว่า เวลาแก้ไขนั้น วิธีที่น่าจะเหมาะสมที่สุดคือการมีเวทีให้ทุกฝ่ายเข้าร่วม อย่างน้อยที่สุดในหมู่นักการเมืองเองนะครับ ส.ส. ทั้งรัฐบาล ทั้งฝ่ายค้าน ทุกพรรคการเมือง น่าจะมีเวทีขึ้นมาแลกเปลี่ยนกัน แล้วก็ขยายวงออกไป ไม่ใช่อยู่เฉพาะ ส.ส. ด้วย ต้องเอา ส.ว. เข้ามา ต้องเอานักวิชาการเข้ามา ต้องเอาภาคประชาชนเข้ามานะครับ..."
"...
เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ารัฐบาลใช้วิธีการในการให้มีคณะกรรมการหรือกรรมาธิการที่ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมก็จะเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าทำให้การแก้รัฐธรรมนูญ
แทนที่จะเป็นปัญหาที่นำไปสู่ความขัดแย้งหรือที่คนบอกว่าจะลุกลามบานปลาย
กลายเป็นกระบวนการที่มาหาความเห็นพ้องต้องกันว่าอะไรบ้างที่เป็นความจำเป็น หลักการอะไรที่คิดว่าน่าจะต้องแก้ไข พอเราเริ่มต้นไปในลักษณะนั้นแล้วผมคิดว่าน่าจะ
ทำให้กระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนด้วยแล้วก็ช่วยคลี่คลายบรรยากาศทางการเมืองด้วย เพราะฉะนั้นก็ยังรอดูอยู่ว่ารัฐบาลจะรับแนวทางนี้ไม๊นะครับ..."
"...
การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ต้องเป็นไปด้วยเจตนาที่สุจริตนะครับ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่มีปัญหานะครับ เพราะฉะนั้นทางกลุ่มพันธมิตรอาจจะยังมีความไม่มั่นใจว่าเจตนาจริงๆ ของรัฐบาลคืออะไรนะครับ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เราจะรอดูต่อก็คือว่า รูปแบบที่ทำคืออะไร อย่างที่บอกนะครับ คิดแก้ไขกันทั้งฉบับนั้นแต่ว่าถ้าบอกว่าจะไปพูดง่ายๆ ว่า งุบงิบทำกันเองอยูในกลุ่ม ถ้าอย่างงั้นดูแล้วเจตนาก็คงจะแปลกอยู่นะครับ แต่ถ้าหากว่าเปิดกว้างเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าไปร่วมจริง ผมคิดว่าอย่างนี้ก็น่าจะทำให้สบายใจกันขึ้นนะครับ เพราะว่าอย่างน้อยทุกฝ่ายก็จะได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นว่าอยากจะให้เกิดอะไรขึ้นอย่างไร..."
๑๗ เม.ย.๕๑ ปัญหาความเชื่อมั่น : การแก้ รธน. เป็นทางแก้หรือต้นเหตุกันแน่ประเด็น : รัฐบาลอ้างว่าต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติ แต่ปัญหาอยู่ที่ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมธรรมนูญเพื่อประโยชน์ส่วนตนอันนำไปสู่บรรยากาศความขัดแย้งและการต่อต้านจากหลายฝ่าย ทำให้เกิดปัญหาความเชื่อมั่นคำต่อคำ : ผมต้องเรียนอย่างนี้นะครับว่า จริงๆ แล้ว
ถ้าสังเกตให้ดีในช่วงเลือกตั้งใหม่ๆ หรือว่าในช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้ง ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นไม่ได้มีเลยนะครับ ปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นไม่ได้มีเพราะเขาถือว่าทุกอย่างเป็นไปตามระบบเป็นไปตามกฎหมายเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ว่าที่ความเชื่อมั่นไม่ค่อยมีนั้นมาจากขณะนี้คือความกังวลเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจจะบานปลายสืบเนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากกว่า เพราะว่าพอมีการพูดถึงเรื่องของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในความรู้สึกของคนจำนวนมากว่าเป็น
การแก้ไขที่ทำเพื่อตัวเองมากกว่าเรื่องหลักการก็เกิดการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ มันก็ทำให้เกิดบรรยากาศความรู้สึกว่ามันจะย้อนไปสู่บรรยากาศความขัดแย้ง เหมือนกับก่อนปี ๒๕๔๙ นะครับ
ตรงนั้นต่างหากครับที่เป็นปัญหาในเรื่องของความเชื่อมั่น เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วถ้าเกิดเราให้ระบบของเรามันเดินไปตามกฎหมาย ผมคิดว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรครับ
" รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จริงอยู่ที่มาในแง่ของกระบวนการการร่างนั้นไม่ได้มาจากกระบวนการของประชาชนในช่วงที่บ้านเมืองปกติ แต่ก็ได้มีการจัดทำประชามตินะครับ แต่ว่าที่สำคัญก็คือว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ๓๐๐ กว่ามาตรา
หลายเรื่องแม้แต่ว่ารัฐบาลหรือพรรครัฐบาลเองตอนนี้ก็ยอมรับว่าเขียนไว้ดี บางหมวดนี่ก็ยอมรับว่าเขียนไว้ดีกว่าปี เช่นหมวดสิทธิและเสรีภาพ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการที่จะแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นไหน อย่างไร มันจะมีความเห็นที่หลากหลายพอสมควร แล้วก็ถ้าเรามีความตั้งใจ ผมเอง ผมเป็นคนเชิญชวนทุกพรรคการเมืองว่ามาแก้ให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น มาร่วมมือกันไม่ต้องมีรัฐบาล ไม่ต้องมีฝ่ายค้าน ชวนมาเป็นเวลาปีนึง ผมว่าก็คิดว่าน่าจะเป็นแนวทางที่มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดนะครับ คือตั้งแต่ช่วงที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญแล้วก็ช่วงที่มีการจัดทำประชามติผมก็พูดเรื่องนี้ เพราะผมเชื่อว่าที่ร่างออกมานั้นไม่ได้สมบูรณ์ แต่ว่ามันมีกระบวนการในการที่จะแก้ไข แต่การแก้ไขถ้าเราไม่มายึดในเรื่องประโยชน์ของการเมืองของแต่ละฝ่าย เอาเรื่องของหลักการเป็นตัวตั้งแล้ว แนวที่ดีที่สุดก็คือว่ามันต้องมีเวทีกลางที่มีทุกพรรคการเมือง ทุกฝ่าย แล้วก็เชิญชวนภาคประชาชนเข้ามาร่วม แต่ว่าถ้าสมมติว่าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เป็นไร รัฐบาลบอกว่ามีเสียงข้างมากแล้วก็เดินไป ผมว่าบรรยากาศการเผชิญหน้ามันจะมีค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นผมก็ยังยืนยันอยู่ครับว่า เป็นเรื่องที่น่าจะต้องมีกรรมการ หรือกรรมาธิการที่ทุกฝ่ายต้องมามีส่วนร่วม แล้วก็เริ่มต้นจากตรงนั้นจะง่ายที่สุดครับ..."
๒๒ พ.ค. ๕๑ประชามติรัฐธรรมนูญ : ทำอย่างไรให้มีความหมาย ประเด็น :การทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญควรมีการทำฉบับเปรียบเทียบระหว่างฉบับ 2550 กับฉบับแก้ไขเพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ลงประชามติสามารถตัดสินใจได้คำต่อคำ : "
ประการที่ 2 ที่ต้องมาพิจารณากันให้ดีก็คือว่า ถ้าจะทำประชามติ เราอยากจะทำประชามติแบบไหนนะครับ ถ้าท่านนายกฯ บอกว่าไปประชามติถามประชาชนเพียงแค่ว่าจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญแล้ว ผมว่ามันคงไม่ได้คำตอบว่าควรจะทำอะไรต่อไป เพราะว่าผมยกตัวอย่างตัวผมเอง ผมอยากแก้บางมาตรา แต่ผมไม่คิดแก้เพื่อช่วยคดีใครนะครับ จะให้ผมไปลงประชามติว่าอย่างไรครับ ถ้าบอกว่าแก้หรือไม่แก้ ผมว่าคนส่วนใหญ่ก็อาจจะบอกว่าแก้ แต่ว่าคนส่วนใหญ่ที่ไปบอกว่าแก้นั้น จำนวนมากหรืออาจจะเป็นส่วนมากอาจจะไม่ต้องการให้แก้บางมาตราก็ได้ หรือบางเรื่องก็ได้ เพราะฉะนั้น
กระบวนการประชามติที่คิดว่าจะเหมาะสมกว่าก็คือว่า ถ้ามีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่อย่างในลักษณะของร่างที่เสนอมานั้น เรียกว่ารื้อกันเกือบทั้งฉบับ ยกเว้นหมวด 1หมวด 2 ก็
ไปกำหนดได้ไหมว่าก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ได้หรือว่าก่อนที่จะใช้ได้จริงต้องมีการลงประชามติเสียก่อน อย่างนี้
ประชาชนก็จะมีทางเลือกที่ชัดเจนนะครับว่าร่างที่แก้ไขแล้วกับร่างเดิมที่ใช้อยู่นั้นจะเอาร่างไหนอย่างนี้ไปลงมติง่ายหน่อยนะครับ แต่คุณอวัสดา คุณเติมศักดิ์ อย่างสมมติทั้ง 2 ท่านก็อยากแก้รัฐธรรมนูญอยู่แต่อาจจะคิดไม่เหมือนกับคนที่เขาแก้ไขอยู่ในขณะนี้ ถ้าไปลงประชามติแบบที่นายกฯ เสนอก็ลำบากใจที่จะลงนะครับ แต่ว่าถ้าหากว่าเห็นชัดๆ เลย มีฉบับ 50 ที่ใช้อยู่กับฉบับที่สภาฯ ไปพิจารณาแก้ไขมาแล้ว จะเอาฉบับไหน อย่างนี้ผมว่ามันมีความหมายมากกว่าแล้วก็จะได้เจตนารมณ์ที่แท้จริงของประชาชนมากกว่าแล้วก็ปฏิบัติได้เป็นจริงมากกว่า ขณะเดียวกันพอ กกต. ท้วงขึ้นมาว่ายังไม่มีกฎหมายด้วย ผมว่าช่วงนี้ก็ทำกฎหมายประชามติเสียให้เรียบร้อยเลยนะครับ
"...ออก พรก. ก็จะมีปัญหาว่ามันเข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ที่จริงแล้วผมว่าดีที่สุดคือ 1. นายกฯ ก็ควรหาทางที่จะให้สมาชิกของพรรคของท่านนั้นถอนออกมาก่อนนะครับเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาความวุ่นวาย เป็นเงื่อนไขที่มันผูกหลายปมซ้อนกันไป กับ 2. มาทำความตกลงกันก็ได้นะครับว่าถ้าจะแก้ไขกันแบบขนานใหญ่อย่างนี้ก็ควรจะต้องมีการประชามติก่อน"
จาก FM101 ๘ พ.ค.๕๑สนับสนุนรัฐบาลเลื่อนแก้ รธน. เพื่อแก้ปัญหาปากท้อง"...คือสิ่งที่ได้มีการพูดกันในที่ประชุมของพรรคก็คือว่า
เราไม่เห็นด้วยกับการคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองของตัวเองตามที่พรรคพลังประชาชนและรัฐบาลพยายามผลักดันอยู่ในระยะหนึ่ง ถ้าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้ว จะต้องเป็นการแก้ไขในลักษณะที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม แล้วก็เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นก็มีการแลกเปลี่ยนกันว่า วิธีการที่จะคัดค้านที่ดีที่สุดคืออะไร แล้วก็มี
ข้อสรุปว่าในชั้นนี้เราคงยังไม่เคลื่อนไหวอะไรทางรัฐธรรมนูญเพราะว่าจะเกิดความสับสนในแง่ของสัญญาณที่ส่งออกไป เพราะว่าเราถือว่าจริงๆ
แล้วดีที่สุดก็คือ รัฐบาลควรจะเอาเวลาไปแก้ปัญหาสิ่งที่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนซึ่งสะท้อนผ่านทั้งการสำรวจความคิดเห็น สะท้อนผ่านสื่อมวลชน แล้วก็ทางฝ่ายค้านเอง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส., ครม. เงา ก็พยายามสะท้อนตรงนี้ตลอดเวลา แล้วเราก็รอดูว่าการประชุมเมื่อคืนนี้ของทางหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลจะมีข้อยุติอย่างไร
ผมเข้าใจเอานะครับว่า เนื่องจากเมื่อวานพอรับประทานอาหารร่วมกันเสร็จไม่ได้มีการแถลงข่าวเป็นทางการ แต่ว่ามีการให้สัมภาษณ์โดยการพูดคุยของบางท่าน ก็ดูจะสันนิษฐานได้ว่าน่าจะยังไม่มีการยื่นแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในชั้นนี้ในขณะนี้นะครับ อย่างน้อยๆ ในอนาคตอันใกล้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็คิดว่าถ้า รัฐบาลตั้งหลักว่าจะไปแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าปัญหาที่เกี่ยวข้องกับค่าครองชีพ ปัญหาความผันผวนของราคาข้าวนั้น ยังเป็นปัญหาใหญ่มาก แล้วก็ตอนนี้ก็มีเรื่องปัญหาของราคาน้ำมันซึ่งดูจะเข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์ด้วย เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาลตั้งหลักอย่างนี้จริงๆ แล้ว ก็กลับไปทบทวนแนวทางของการ
แสดงจุดยืนแก้ไขปัญหาในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องของค่าครองชีพแล้ว เราก็จะสนับสนุนท่าทีของรัฐบาล เช่นนี้แล้วก็จะได้ทำให้การเดินหน้าของการทำงานของรัฐบาลเป็นไปตามความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อันนี้คือสิ่งที่เป็นสถานการณ์ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นสถานการณ์ล่าสุดนะครับ แล้วก็คิดว่าจะทำให้บรรยากาศทางการเมืองดีขึ้น คือคลี่คลายลงไปถ้าหากว่ารัฐบาลจะได้ยึดถือแนวทางที่พูดเมื่อสักครู่ครับ..."
"...คือเราเห็นว่าถ้าจะมี
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้วเป็นการแก้เพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่แก้เพื่อสร้างปัญหาแล้ว เราก็คิดว่าน่าจะต้อง
มีการมีส่วนร่วมของคนนอก น่าจะต้องเป็น
การแก้ไขที่มีการศึกษาแบบมีกระบวนการ เป็นระบบ แล้วก็น่าจะเป็นการแก้ไขที่ฝ่ายที่อาจจะไปเอาประโยชน์โดยเฉพาะ
ฝ่ายการเมืองควรจะถูกจำกัดบทบาทลงมา เพราะฉะนั้นมันก็เป็นทางเลือกหรือทางออกทางหนึ่งนะครับ
แต่ว่าขณะนี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเสนอหรือยื่นแก้ไขในทำนองนี้นะครับ เพราะว่าอย่างที่บอกก็คือเรามีความเห็นว่า
ในสถานการณ์ปัจจุบัน การให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องของปากท้อง ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนนี่น่าจะต้องมาก่อน
"
"...ทางรัฐบาลจริงใจบอกว่าจะแก้ปัญหาปากท้องก่อนก็ดี แล้วคลายบรรยากาศแล้วก็เสริมกลไกของประชาธิปไตยให้มันเดินหน้าเถอะครับ
"
รัฐบาลไม่ยื่นญัตติขอแก้ รธน. แต่ สส. สามารถเข้ารายชื่อเสนอได้"...คือบังเอิญมีคำพูดอยู่คำหนึ่งซึ่งอาจจะถูกตีความไปได้เป็นอย่างอื่นอีกก็คือว่า ใช้คำว่า
ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล เพราะฉะนั้นก็ยังเป็นไปได้อยู่ว่าจะมี ส.ส. ยื่น เพราะว่า
ตามรัฐธรรมนูญในฉบับปัจจุบัน คนที่ยื่นแก้ไขได้ก็ไม่ใช่มีเฉพาะคณะรัฐมนตรี แต่ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ทำได้ แล้วรัฐบาลก็อาจจะอ้างได้ว่าถ้ามีการยื่นวันสองวันนี้ ก็เป็นเรื่องของ ส.ส. ของพรรค ก็มีความเป็นไปได้ แต่ว่าสิ่งที่เราตกลงกันไว้ในพรรคประชาธิปัตย์ก็คือว่าถ้ามีการยื่นเมื่อไหร่จะมีการเรียกประชุม ส.ส. ทันทีเพื่อกำหนดท่าที"