หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
คะแนนเรตติ้งของหัวข้อนี้: *****
คุณยังไม่ได้ให้คะแนนเรตติ้งสำหรับหัวข้อนี้:
ผู้เขียน หัวข้อ: กรณียาเสพติด(2)  (อ่าน 664 ครั้ง)
KT.
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 250

« เมื่อ: ตุลาคม 08, 2009, 02:03:41 PM »

สรุปง่ายๆสมองที่ปกติอยู่แล้วอย่าเอาอะไรไปยุ่งกับมันเลยครับ และทำให้มีผลกับระบบประสาท และสมัยก่อนหรือสมัยนี้ก็ตามการจะเลิกต้องเข้มแข็งมากทั้งกายและใจ เพราะมีผลกับระบบประสาทและจิต ต้องทำให้สารเคมีในสมองกลับมาสมดุลเป็นเหมือนเดิมเหมือนตอนที่ยังไม่ใช้สารครับ)
สำหรับยาบ้าในไทยเรา รู้จักกันช่วงแรกว่า ยาขยัน นิยมในหมู่นักเรียน นักศึกษา และใช้รักษาคนที่สมธิสั้น พวกที่เป็นโรคหลับง่าย อะไรพวกนั้นครับ ตอนหลังพวกคนขับรถ และผู้ใช้แรงงานนำไปใช้ และเริ่มแพร่หลายขึ้น(ช่วงแรกเริ่มในไทยเราฤทธิ์ยาไม่โหดเหี้ยมเท่าปัจจุบันนี้) และเปลี่ยนมาเรียก ยาม้า เพราะบางคนบอกว่ามีคนไปใช้กับม้าเพื่อการแข่งขันแล้วดังขึ้นมา และเรียกตามโลโก้บริษัทที่นำยาชนิดนี้มาขายให้ไทยเราในสมัยนั้น สำหรับยาบ้า
นั้นเรียกตาม ท่าน เสนาะ เทียนทอง ที่ตั้งชื่อให้ เพราะยาชนิดนี้(สมัยหลังๆมีวิวัฒนาการการผลิตจนฤทธิ์ยารุนแรงมากขึ้น) ทำให้คนเสพมีอาการ คลุ้มคลั่งคล้ายคนบ้า และทำอะไรไม่รู้เนื้อรู้ตัว
สำหรับการสังเกตุอาการคนติดยาประแภทนี้คือ หน้าตาจะหมองคล้ำ ลมหายใจเหม็น ไม่หิวข้าว(บางคนแกล้งไม่หิวข้าวเพราะเศรษกิจของชาติไม่ดีไม่มีตังค์ซื้อข้าว และหน้าดำอยู่แล้ว เผอิญไม่แปรงฟันด้วย ท่านก็อย่าเหมารวมนะครับ) ตัวผอมเกร็ง ชอบเก็บตัวเงียบ แกะโน่นแกะนี่อยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อย ประมาณนี้ครับ
ครับนั่นคือพอสังเขปครับ และปัญหาที่เกิดในบ้านเราตอนนี้คือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ(คำนี้ใช้กันบ่อยมาก) ปัญหายาบ้า สมัยท่านทักษิณมองเป็นสงครามกันเลยครับ(ซึ่งได้ผลมากในเชิงจิตวิทยา เดี๋ยวค่อยคุยประเด็นนี้) ถ้ามองเป็นสงครามก็แสดงว่า เราไม่ได้เป็นฝ่ายรุกเลย เรารับลูกเดียว และถ้าจะรับให้ได้ดี บ้านเราต้องมีระบบป้องกันที่ดีครับ...
KT.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: