หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
คะแนนเรตติ้งของหัวข้อนี้: ***
คุณยังไม่ได้ให้คะแนนเรตติ้งสำหรับหัวข้อนี้:
ผู้เขียน หัวข้อ: เงินกับการเมือง : มะเร็งร้ายประชาธิปไตยที่ต้องเร่งรักษา  (อ่าน 4913 ครั้ง)
lucieclayton
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 0

« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 11:01:36 AM »

การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้ มีหลายประเด็นที่ไม่ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญในการที่จะกำหนดลงในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abhisit Vejjajiva
Administrator
Normal
*****
กระทู้: 171

« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 11:05:14 AM »

ท่ามกลางการถกเถียงในเรื่องของการยกร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นต่างๆ  เป็นที่น่าแปลกใจว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดที่เกาะเกี่ยวและทำลายระบอบประชาธิปไตยของไทยมาต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปี คือปัญหาเงินกับการเมือง หรือที่มีการพูดถึงในนาม “ธุรกิจการเมือง” บ้าง “ธนกิจการเมือง” บ้าง กลับยังไม่มีข้อเสนอหรือคำตอบใดๆที่ชัดเจนนักว่า   จะมีหนทางในการแก้ไขที่เป็นระบบชัดเจนอย่างไร  ทั้งๆที่ปัญหานี้ ถือได้ว่าเป็นมะเร็งร้ายในระบอบประชาธิปไตย


จริงอยู่  การถกเถียงในเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง มีอยู่พอสมควร เช่นเดียวกับการพูดถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น  แต่การพิจารณาเรื่องเหล่านี้มักเป็นการคิดถึงแนวทางการแก้ปัญหาเป็นจุดๆไป  เช่น  จะมีระบบบัญชีรายชื่อหรือไม่  จะใช้เขตเลือกตั้งใหญ่หรือเล็ก จะนับคะแนนที่หน่วยหรือรวมกันนับ  จะให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แค่ไหน  จะปรับปรุงระบบตรวจสอบอย่างไร ฯลฯ ซึ่งแม้ว่าเรื่องเหล่านี้จะมีความสำคัญทั้งสิ้น แต่การไล่แก้ไขบทบัญญัติต่างๆตามประเด็นเหล่านี้  เหมือนกับเป็นการมองข้ามปัญหาในภาพรวม


เหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่เป็นเช่นนี้  เพราะหลายคนมองปัญหาการซื้อเสียง – ถอนทุน เป็นภาพนิ่งทีละภาพ   มองว่าการซื้อเสียงเป็นการที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเอาเงินไปแจกผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อแลกกับคะแนนเสียงเหมือนการซื้อขายสินค้า และเมื่อประสบความสำเร็จแล้ว ก็มาดำรงตำแหน่งต่างๆที่จะเอื้อให้ตัวเองแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบได้


แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว  บทบาทของเงินในระบบการเมืองมีความซับซ้อนกว่าภาพดังกล่าวมาก  แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้วและมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมานาน ก็ต้องมีการคิดค้น ปรับปรุง กลไกต่างๆที่จะกำกับบทบาทของเงินในระบบการเมือง


การจะแก้ปัญหานี้ จึงต้องเริ่มต้นที่ข้อเท็จจริงพื้นฐานก่อน


๑. ค่าใช้จ่าย  ข้อเท็จจริงพื้นฐานที่สำคัญ ก็คือ พรรคการเมืองและนักการเมือง มีค่าใช้จ่าย
มาก โดยอาจจำแนกได้ดังนี้


๑.๑.   ค่าใช้จ่ายที่ถูกต้องตามกฎหมายในการทำกิจกรรมการเมือง   เช่น ในช่วงของการเลือกตั้ง หรือใกล้เลือกตั้ง พรรคการเมือง และ นักการเมือง จะมีค่าใช้จ่าย ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ในรูปของแผ่นป้าย โปสเตอร์ รถกระจายเสียง การจัดเวทีปราศรัย รวมไปจนถึงการโฆษณาผ่านวิทยุ และ โทรทัศน์  ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ถ้ายึดตามที่กฎหมายอนุญาตให้อย่างเคร่งครัด (ซึ่งในหลายพื้นที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง) ก็เป็นเงินสูงถึง ๗๐๐ ล้านบาท (๔๐๐ เขต X ๑.๕ ล้านบาท บวกกับ ๑๐๐ ล้านบาทสำหรับบัญชีรายชื่อ)   ในระหว่างที่ไม่มีการเลือกตั้งทั้งพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็มีกิจกรรมในการประชุม สัมมนา ปราศรัย รวมไปถึงมีค่าใช้จ่ายในสำนักงาน อีกจำนวนไม่น้อย


๑.๒.   ค่าใช้จ่ายของนักการเมืองที่ไม่ใช่กิจกรรมการเมืองโดยตรง  ที่เกิดจากภาษีสังคม และการแข่งขันในการสร้างเครือข่ายของระบบอุปถัมภ์ในเขตเลือกตั้ง   นักการเมืองจำนวนมาก  ยอมรับว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มากกว่า เงินเดือนหรือ ค่าตอบแทนที่ได้รับจากการดำรงตำแหน่ง และ การปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ต้องไปพึ่ง “หัวหน้ามุ้ง” ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายในการนี้จำนวนมาก   หรือต้องไปแสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ชอบ   แต่ไม่ว่าจะเป็นในกรณีใดก็นำไปสู่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในระดับท้องถิ่นหรือในระดับชาติทั้งสิ้น     การใช้จ่ายส่วนนี้ไม่ถูกมองว่าเป็นการซื้อเสียง ทั้งๆที่อาจจะมีจำนวนมากกว่า และมีผลต่อการเลือกตั้งไม่น้อย   บางคนใช้จ่ายตรงนี้มากจนกล้าท้าว่าให้มหาเศรษฐีหิ้วเงินไปซื้อเสียงแข่งก็ไม่กลัว


๑.๓.   ค่าใช้จ่ายที่ผิดกฎหมาย  คือการใช้เงินทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง (ซื้อเสียง)  ซึ่งอาจกระทำโดยผู้สมัครและพรรคการเมือง ที่ทุกครั้งจะมีการประเมินมูลค่าออกมาว่า “มหาศาล” ในช่วงของการเลือกตั้ง


ที่ผ่านมา การต่อสู้กับปัญหาธุรกิจการเมืองจะมุ่งไปที่ข้อ ๑.๓ (การใช้เงินทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง (ซื้อเสียง)) นี้เท่านั้น แม้เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น แต่หากละเลยส่วนอื่นๆก็คงจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้  นอกจากนี้รายจ่ายที่ถูกกำหนดไว้ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทำให้มีเงิน “นอกระบบ” ที่หมุนเวียนอยู่ในการเมืองเป็นจำนวนมาก


๒.   รายรับ   หากหันมาดูรายรับบ้าง  ก็จะพบว่าสภาพที่เป็นอยู่  รายรับที่ถูกต้องจะมาจาก ๒ ทาง คือ


 ๒.๑.   กองทุนพัฒนาพรรคการเมือง    เป็นเงินงบประมาณที่นำมาจัดสรรให้แก่พรรคการเมืองต่างๆ โดยคำนวณจากสัดส่วนของคะแนนเสียงของพรรคการเมือง จำวนสส. จำนวนสาขาพรรคการเมือง   และ จำนวนสมาชิกพรรคการเมือง   ปัญหาที่เห็นได้ว่าเกิดขึ้นคือ


- จำนวนเงินที่จัดสรรให้ต่ำกว่าค่าใช้จ่าย แม้แต่เฉพาะในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกกฎหมายในการทำกิจกรรมการเมือง (ในข้อ ๑.๑)  พอสมควร เช่น ค่าใช้จ่าย ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ในรูปของแผ่นป้าย โปสเตอร์ รถกระจายเสียง ฯลฯ ทั้งในช่วงเลือกตั้ง และ ค่าใช้จ่ายปกติในการบริหารพรรค เช่น ค่าใช้จ่ายในสำนักงาน


- การใช้จ่ายขาดความคล่องตัว  บางรายการ (เช่นการบริหารสาขาพรรค) ไม่สามารถใช้เงินในส่วนนี้ได้


- มีความผิดปกติและกระบวนการฉ้อฉลเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนในส่วนนี้ เช่น  มีพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นและตั้งสาขาโดยไม่ทำกิจกรรมทางการเมืองเพียงเพื่อจะได้เงินสนับสนุน  มีพรรคการเมืองที่ยัดเยียดสมาชิกภาพให้ประชาชนที่ไม่ได้สมัครใจเพื่อเพิ่มยอดสมาชิกให้ได้เงินสนับสนุน  ปัญหาในส่วนนี้รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ  เพราะทำให้เกิดปัญหาสมาชิกพรรคการเมืองซ้ำซ้อน  (เป็นสมาชิกหลายพรรค) หลายล้านคน  พรรคการเมืองบางพรรคมีสมาชิกพรรคเพิ่มขึ้นหลายล้านคนในเวลาสั้นๆ ทั้งๆที่ไม่ปรากฏกิจกรรม หรือการมีผู้สนับสนุนทางการเมืองที่ชัดเจน


๒.๒.   เงินบริจาค  ปัจจุบันการบริจาคเงินให้พรรคการเมืองมีปัญหาพอสมควร  เช่น


- ไม่มีการกำหนดเพดานการบริจาค  ทำให้บุคคล ครอบครัว หรือบริษัทสามารถครอบงำพรรคการเมืองได้  ทำให้พรรคการเมืองไม่เป็นพรรคของมวลชนและทำให้ สส. ขาดความอิสระในการดำเนินงานทางการเมือง


- มีประชาชนจำนวนมากไม่กล้าบริจาคเงิน  ทั้งๆที่เป็นผู้บริจาครายย่อย  มีความสุจริตใจ  เนื่องจากจำต้องเปิดเผยชื่อ โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้มีอำนาจขาดคุณธรรม  ผู้ใดแสดงตัวเป็นผู้สนับสนุนฝ่ายตรงกันข้าม ก็จะถูกคุกคาม กลั่นแกล้ง โดยการใช้กลไกรัฐ


๓. หากเราต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ  ก็ควรจะต้องมีมาตรการดังต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย


๓.๑.   จัดระบบรายรับ-รายจ่ายของนักการเมืองและพรรคการเมืองทั้งหมด    ที่เกี่ยวข้องหรือมีนัยสำคัญทางการเมือง  โดยควรพิจารณาให้ทั้งพรรคการเมืองและนักการเมือง มีบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับงานการเมืองโดยเฉพาะ   ตรวจสอบได้ และการรับ-จ่ายเงินทั้งหมดจะต้องทำผ่านบัญชีเหล่านี้เท่านั้น หากพบการรับ-จ่ายเงินที่อยู่นอกเหนือบัญชีนี้ ต้องถือเป็นความผิด


๓.๒.  ลดการใช้จ่ายเงินของนักการเมือง-พรรคการเมือง   การใช้จ่ายจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ สื่อสารกับสมาชิก การสื่อสารกับมวลชน  เป็นสิ่งที่รัฐให้การสนับสนุนโดยใช้ทรัพยากรของรัฐได้  เช่น  ไปรษณียกร  การจัดสรรเวลาทางวิทยุ โทรทัศน์ แต่ให้ความยืดหยุ่นในรูปแบบวิธีการให้คงความน่าสนใจการใช้จ่ายบางเรื่อง  เช่น แผ่นป้าย โปสเตอร์  ควรกำหนดกฎเกณฑ์ให้มีจำนวนที่พอประมาณ  แต่ที่สำคัญที่สุด ค่าใช้จ่ายในข้อ ๑.๒  (ค่าใช้จ่ายของนักการเมืองที่ไม่ใช่กิจกรรมการเมืองโดยตรง  เกิดจากภาษีสังคม และการแข่งขันในการสร้างเครือข่ายของระบบอุปถัมภ์ในเขตเลือกตั้ง) ต้องถือว่าเป็นการใช้จ่ายทางการเมือง  ซึ่งควรจะห้าม ควบคุม หรือ กำหนดกติกา เช่น ในหลายประเทศ จะห้ามนักการเมืองใช้จ่ายในเรื่องการบริจาค หรือให้กระทำได้แต่ต้องถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่ต้องถูกควบคุม


๓.๓   ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริจาคเงิน  โดยผู้บริจาครายย่อยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน  และกำหนดเพดานไม่ให้บุคคลใดบริจาคเงินมากจนเป็นผู้ครอบงำพรรคการเมืองใดได้   นอกจากนี้ควรเพิ่มช่องทางและอำนวยความสะดวกให้ผู้บริจาค  เช่น อาจแสดงเจตจำนงผ่านกระบวนการเสียภาษีและเปิดช่องทางให้มีการบริจาคให้นักการเมืองเป็นรายบุคคลได้ เป็นต้น


๓.๔   ปรับปรุงการจัดสรรเงินของกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง   โดยสะสางปัญหาสมาชิก/สาขาปลอม  จัดสรรเงินให้ยึดโยงกับภาระค่าใช้จ่ายประจำ  กับกิจกรรมของพรรคการเมือง และนักการเมืองอย่างชัดเจน และใช้กลไกนี้จูงใจให้พรรคการเมืองและนักการเมืองทำกิจกรรมในเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาการเมือง


ในการดำเนินการทั้งหมดนี้ ต้องกำหนดตัวเลขต่างๆให้สอดคล้องกับความเป็นจริง มิฉะนั้นทุกอย่างก็จะอยู่นอกระบบต่อไป


การเร่งรัดสะสางปัญหาทั้งหมดนี้เป็นสิ่งจำเป็นเร่งดวน  หากเราตั้งใจที่จะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้การเมืองไทยหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ และหายขาดจากมะเร็งร้ายที่ทำลายโอกาสของประเทศครั้งแล้วครั้งเล่า

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
oryza
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
กระทู้: 1

« ตอบ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 25, 2007, 02:08:54 PM »

เห็นด้วย ที่เรื่องบริจาคเงิน ควรกำหนดลิมิตสูงสุดเอาไว้ วิธีการบริจาคก็ทำได้ง่ายๆหน่อย ผ่านบริจาคอินเตอร์เนต หรืออะไรแบบนี้ ก็ทำได้  
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Dr.GOD
สมาชิกทั่วไป
Normal
*
เพศ: ชาย
กระทู้: 1

« ตอบ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2007, 03:40:24 PM »

ผมเห็นด้วยครับ รัฐธรรมนูญควรเพิ่มเติมบทบัญญัติดังกล่าว
และเรื่องการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินของตัวนักการเมืองและคนในครอบครัว สมควรชี้แจงอยู่เสมอเหมือนดังแต่ก่อนเพื่อความโปร่งใสครับ

ผมว่าแนวคิดในการพัฒนาด้านนี้คงยังลำบากนะครับสำหรับในตอนนี้ซึ่งคนร่าง รธน.ไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ร่าง

คิดว่าอามาร์คทราบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวเล่านี้มากกว่าที่เขียนนะครับ โดยเฉพาะเงินที่ใช้ไปนอกระบบนี้ แต่ล่ะพรรคก็เสียค่าใช้จ่ายมาก และได้รับการอุปถัมภ์จากกลุ่มทุน ระบบอุปถัมภ์ก็ไม่มีทางหมดไป
รวมถึงปัญหาทางด้านความไม่เข้าใจประชาธิปไตยของคนไทย ความรู้ยังไม่มาก และไม่เป็นในระดับรากหญ้า

หวังว่าสักวันถ้าอามาร์คได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว อย่าลืมเรื่องนี้ด้วยนะครับ

ไม่งั้นทุนชั่วร้ายนอกระบบก็กลับมาเป็นมะเร็งต่อไปครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: มีนาคม 10, 2007, 06:41:11 PM »

เห็นด้วยกับคุณอภิสิทธิ์ เรื่องการลดและคุมค่าใช้จ่ายของนักการเมือง โดยเชพาะที่เป็นระบบอุปถัมภ์ เห็นด้วยกับคุณoryza ว่าควรให้ความสะดวกในการบริจาคพรรคการ เพราะการมีส่วนร่วมเช่นนี้จะทำให้ประชาธิปไตยแข็งแรงขึ้น
      อยากถามคุณอภิสิทธิ์ว่าพรรคปชป.มี สำนักงานใหญ่โต ได้เงินจากไหนมาใช้จ่าย สงสัยพรรคอยู่ในระบบอุปถัมภ์  แล้วแปลว่ามีสิทธิถูกครอบงำใช่หรือไม่?
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
Abhisit Vejjajiva
Administrator
Normal
*****
กระทู้: 171

« ตอบ #5 เมื่อ: มีนาคม 11, 2007, 10:51:54 AM »

สำนักงานของพรรคส่วนหนึ่งเป็นอาคารของมูลนิธิควง อภัยวงศ์ ซึ่งเราเช่าอยู่ ไม่ได้ใหญ่โตครับ  ผู้ที่ให้การสนับสนุนเรื่องที่ดินสำหรับอาคาร ม.ร.ว.เสนีย์ฯ คือ คุณเล็ก นานา ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเก่าแก่ และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนครับ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: